• Num Sahathust

3 เทคนิค 'บริหารเงินสด' สำหรับ 'ร้านวัสดุก่อสร้าง'


3 เทคนิคการบริการเงินสดสำหรับร้านวัสดุก่อสร้าง | ชัยวัฒน์ ทราย กรวด หิน

วงการก่อสร้างตั้งแต่ 2015 เป็นต้นมาถือว่าทรุดตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะภาคท้องถิ่น ที่ค่อนข้างซบเซาต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “เงินสดขาดมือ” ชนิดที่ว่า เงินขายผ่านมือได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องมาใช้หนี้ต่อ!!

แต่อย่าเพิ่งตกใจไปครับ มาลองเรียนรู้เรื่อง 'การบริหาร เงินสด' กันสักนิด..มันอาจจะพาธุรกิจ ให้รอดพิษเศรษฐกิจ!! หรืออาจถึงขนาด พลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาสครั้งใหญ่เลยก็ได้ครับ



ก่อนเข้าเรื่อง เรามาปรับความเข้าใจกันสักนิดก่อน



เศรษฐกิจที่ว่าแย่แล้ว การ ‘ลดราคา’ ตัดหน้า ยิ่งแย่เข้าไปอีก!! เชื่อมั้ยว่า ลดราคาหั่นกันนักต่อนัก ทำให้การทำธุรกิจยากขึ้นเป็นสามเท่าตัว แทนที่จะทำงานเพื่อหาลูกค้าให้เข้ามาซื้อ ปล่อยเชื่อสินค้าให้ลูกค้า ตามเก็บเงินกับลูกค้าที่ว่าแค่นี้ก็ยากแล้ว ลูกค้าดีๆยังหายไปซื้อร้านที่ถูกกว่าอีก ทำให้ราคาตลาดเสีย ขายขาดทุนกันเป็นแถวๆ ขายสายป่านยาวก็พอรอดครับ แต่ถ้ามือใหม่นี้ยากจริงๆขอบอก

เงินสดในมือนั้น เป็นเรื่องสำคัญกว่าที่เราคิด ปัญหาของร้านวัสดุก่อสร้างที่พบมากที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องกระแสเงินสดครับ หมุนไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะต้องบริหารกันอย่างไรให้มีให้เหลือ ไหนจะต้องบริหารให้เกิดกำไรอีก แล้วลูกค้าที่ขายเชื่อหล่ะทำไมถึงไม่เคย จ่ายตรงวันเลย ขอผลัดผ่อนกันไปเรื่อยๆ โดยหาเงินมาจ่ายเงินไม่หมดไม่สิ้นกัน ถ้ารายไหนบังเอิญสะดุดก็จะส่งผลกับร้านของเราทันที

เข้าใจธรรมชาติของ 'กระแสเงินสด' การทำธุรกิจก่อเหมือนการขับรถ ร้านค้าและสินค้า เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ ส่วนเงินสดก็เหมือนน้ำมัน ถ้าขาดน้ำมันรถคันนี้ก็วิ่งไม่ได้ ต้องจอดสนิท เจ้าของต้องรอหาน้ำมันมาเติมใหม่ ถ้าเจ้าของหมดแรงก็คงต้องขายรถคันนี้ไป เราขาดเงินสด ก็ไม่สามารถนำเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นคำน้ำ ค่าไฟ เงินเดือนลูกน้อง ค่าน้ำมันรถ เงินเดือนตัวเอง ค่าสั่งของมาลงหน้าร้าน



รู้ปัญหาแล้ว เราลองมาแก้กันดูด้วย 3เทคนิคง่ายๆ


เทคนิคที่1 หยิบเงินยากๆ หน่อย


เก็บเงินสดหรือรายรับให้เข้าที่ก่อน ที่จะใช้จ่ายออกไป มีใครเคยเป็นแบบนี้บ้างครับ ขายวัสดุก่อสร้างได้ เอาใส่ลิ้นชัก รถทรายมาส่ง ทราย-หิน นำเงินนั้นออกจากลิ้นชักมาจ่ายค่าของเลย อาจจะบอกว่าก็เก็บแล้วไงหล่ะ เก็บในลิ้นชักเก็บเงินงัย

ไม่ใช่ครับ ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะเพิ่มความงงของการทำบัญชีมากขึ้น ความหมายของผมในการเก็บก่อนที่จะใช้ก็คือ ให้นำเงินที่เราขายได้ ไปฝากในบัญชีธนาคาร หรือที่ๆหนึ่งไว้ก่อน

โดยควรจะเป็นที่ที่เอาเงินออกยาก ถ้าเป็นบัญชีธนาคารก็ไม่ควรจะทำ ATM หรือ Mobile Banking เพื่อให้สะดวกในการจ่าย ถ้าจะเอาเงินออกจากบัญชีนี้ควรจะต้องลำบากหน่อย โดยการไปถอนหรือโอนออกสัปดาห์หล่ะครั้งที่ธนาคารเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสัปดาห์

อย่างชัยวัฒน์เรา ก็จะมีวันจ่ายเฉพาะในวันจันทร์ บัญชีเราก็จะทำการรวบรวมรายจ่ายทั้งสัปดาห์มาคำนวณและสำรองเงินสดจ่ายไว้นิดหน่อย รายรับทั้งสัปดาห์ก็ใช้วิธีรวบรวมนำไปเข้าพร้อมกัน

จะไม่มีการนำรายรับไปตัดจ่ายทันที อย่างน้อยที่สุดตอนทำเข้าและทำจ่ายก็ควรบันทึกบัญชีเอาไว้ด้วยครับ ตอนแรกๆจะไม่คล่องตัวครับ แต่ถ้าชินแล้วเราจะรู้กระแสเงินของเราได้ดีมากขึ้นว่ามันไหลไปอย่างไร ไหลเข้า หรือ ไหลออก




เทคนิคที่ 2 แยกบัญชีส่วนตัวและกิจการให้ชัดเจน


เป็นวิธีที่เจ้าของร้านส่วนใหญ่ซึ่งรวมถึงผมเมื่อก่อนด้วยมักจะเป็นกันคือ เงินร้าน เงินเรา กระเป๋าเดียวกัน ขายของได้เอาเข้ากระเป๋า อยากกิน กาแฟเย็น เอาเงินจากกระเป๋าไปจ่าย ต้องจ่ายค่าเทอมลูกเอาจากกระเป๋า ออกไปจ่าย แล้วคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยหาเงินมาเติมในกระเป๋าใบนี้

ผมเป็นมาเมื่อก่อนครับ และทำธุรกิจไปอยู่ดีๆรู้สึก ยิ่งขาย ยิ่งจนลงเรื่อยๆ เหมือนจะขายดีแต่เงินสดไม่มี สุดท้ายเลยต้องเลิกกิจการ

ดังนั้นต้องขอแนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัว กับ บัญชีกิจการออกจากกันอย่างเด็ดขาดครับ ในบทความตอนต่อไปเราจะมาลงรายละเอียดเรื่องการแยกบัญชียังไงให้กิจการโตกัน




เทคนิคที่ 3 เข้าใจให้ชัดว่า ‘เงินสด’ ที่ได้มา มันไม่ใช่ ‘กำไร’ นะจ๊ะ


เราจำเป็นต้องรู้ว่า “เงินสดสุทธิ ไม่ใช่กำไรสุทธิ” เจ้าของร้านอย่างเราจำเป็นต้องทราบว่า การคิดบัญชีแบบกำไรขาดทุน นั้นวิธีคิดอาจจะต่างจากการการคำนวณบัญชีแบบเงินสด

* ตัวอย่างง่ายๆ *

สมมุติว่า ร้านเราสั่งทรายมา ตกคิวละ 250 บาท สั่งมา 20 คิว และจ่ายเงินสดออกไปทันที ปรากฏว่าวันนั้น มีลูกค้าเข้ามาซื้อ 10 คิว เราขายคิวละ 350 บาท ลูกค้าจ่ายเงินสดให้เรา สมมติว่าเรามีค่าเช่าร้านต่อวันที่ 100 บาท จ่ายให้ทันที คำถาม? กำไรสุทธิจะเป็นเท่าไหร่ และ เงินสดสุทธิหล่ะจะเป็นเท่าไหร่

ลองมาคำนวณหา ‘กำไรสุทธิ’ เล่นๆดู จะพบว่า

รายได้ ขายทราย 10 คิว คิวละ 350 บาท = 10 x 350 = 3500 บาท ค่าใช้จ่าย ต้นทุนที่เราซื้อทรายมาเท่ากับ = 250 x 10 = 2500 บาท (คิดเฉพาะจำนวนทรายที่เราขายได้ที่เหลือเป็นสต็อคไม่นำมาคิด)

กำไรขั้นต้น จะได้เป็น 3500 -2500 = 1000 บาท ค่าใช้จ่ายเช่าร้านต่อวันวันละ 100 บาท สรุปว่า กำไรสุทธิ จะได้เท่ากับ 1000 - 100 = 900 บาท (ในตัวอย่างสมมติมีแค่ค่าใช้จ่ายเท่านี้และไม่ได้นำภาษีมาคิด)


ส่วนวิธีการ คำนวณ ‘เงินสดสุทธิ’ ก็ไม่ยากเช่นกัน

รายรับ ขายทราย 10 คิว คิวละ 350 บาท ได้เงินสดมา = 10 x 350 = +3500 บาท รายจ่าย ซื้อทรายมาทั้งหมด 20 คิวคิวละ 250บาท จ่ายเงินสดไป = 20 x 250 = - 5000 บาท จ่ายค่าเช่าร้านต่อวัน จ่ายเงินสดไป = -100 บาท

สรุปว่า เงินสดสุทธิคงเหลือ = 3500 - (-5000 + -100) = -1600 บาท (เราอาจจะบอกได้อีกอย่างว่า เงินสดลดลง 1600 บาทจากที่มีอยู่)

จากการคำนวณทำให้เราเห็นผลลัพธ์ที่ต่างกันของการคิดบัญชีทั้งสองแบบ ทั้งแบบกำไรขาดทุน(คิดแบบบัญชี) กับคิดแบบบัญชีกระแสเงินสด (ซึ่งจะเป็นบัญชีบอกว่าเงินสดเราเหลือเท่าไหร่เพื่อนำมาช่วยในการบริหารได้)

ดังนั้นเจ้าของร้านอย่างเราจำเป็นต้องนำการทำบัญชี 'กระแสเงินสด' มาใช้ด้วยครับ เปรียบเสมือน เครื่องวัดปริมาณน้ำมันในธุรกิจ ว่าจะหมดเหรือยัง ถ้าใครสนใจวิธีการคำนวณกระแสเงินสดแบบนี้ เดี๋ยวทางชัยวัฒน์ทรายกรวดหินเรา จะค่อยๆมาแนะนำในบทความต่อๆไป



** สำหรับ 3 เทคนิคการบริหารเงินสด ต้องขอขอบคุณครูอัส จากเพจบัญชีอย่างง่าย คุณครูทางบัญชี ของชัยวัฒน์ทรายกรวดหิน ของเรา ส่วนเจ้าของร้านหรือเจ้าของกิจการ ท่านไหน สนใจ อยากคุยรายละเอียดหรืออยากแชร์ประสบการณ์ในการจัดการเงินสด ก็คอมเมนท์กันได้เลย **


- เครดิตภาพ : medium .com , thoughtco .com , Lynda .com -



ดู 432 ครั้ง0 ความคิดเห็น